Creative & Innovation by
Dr Edward de Bono




Communication and Language



Management and Leadership



HRM & HRD



Accounting and Finance


ประวัติความเป็นมาของ NLP

          Neuro-Linguistic Programming หรือ NLP มีจุดเริ่มต้น ในปี 1972 เมื่อริชาร์ด แบนด์เลอร์ (Dr. Richard Bandler) และ จอห์น กรินเดอร์ (Dr. John Grinder) ได้ทำงานคิดค้นร่วมกันที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่งเมือง
ซานตาครูซ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งสองคนเป็นคนนอกวงการจิตวิทยาจึงไม่มีความลำเอียงในแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง เขาร่วมกันคิดค้นวิธี การเปลี่ยนความเชื่อของคนโดยการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของคน

          แบนด์เลอร์ขณะนั้นเป็นนักศึกษาปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระหว่างที่ท่านกำลัง
ศึกษาอยู่นั้น ท่านได้ถอดเสียงเทปการสัมมนาของ นายแพทย์ฟริทซ์ เพิร์ล (Dr. Fritz Perls) เจ้าของ Gestalt Therapy และแพทย์หญิงเวอร์จิเนีย แซเทียร์ (Dr. Virginia Satir) ผู้คิดค้นวิธีการครอบครัวบำบัด (Family Therapy) ทั้งสองท่านมีชื่อเสียงด้านการบำบัดทางจิตวิทยาสำหรับครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว นอกจากนั้นแบนด์เลอร์ยังได้มีโอกาสพบจิตแพทย์มิลตัน เอช เอริคสัน (Milton H. Erickson, MD) นักจิตบำบัด
ผ่านการสะกดจิตซึ่งมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ จากจุดเริ่มต้นนี้แบนด์เลอร์เชื่อว่าท่านเองก็สามารถบำบัด
บุคคลอื่นได้ด้วยวิธีการทำตามพฤติกรรมและภาษาของนักบำบัดเหล่านั้น

          ผู้ร่วมคิดค้น NLP อีกท่านคือ ดร.จอห์น กรินเดอร์ ขณะนั้นท่านเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ เชี่ยวชาญด้าน transformational grammar ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่งเมืองซานตาครูซ ท่านชื่นชม
ความสามารถที่มีในแบนด์เลอร์มาก จึงขอให้แบนด์เลอร์สอนในสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วท่านจะช่วยวิเคราะห์พัฒนา
กระทั่งเป็นวิธีการที่ถูกต้อง กรินเดอร์จึงฝึกฝนปฏิบัติและใช้ภาษาเช่นที่แบนด์เลอร์ทำ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่
ไม่นานหลังจากนั้นกรินเดอร์สามารถสร้างผลสำเร็จได้เช่นเดียวกับแบนด์เลอร์ โดยท่านได้พิจารณาวิธีและ
แยกแยะระหว่างสิ่งที่สำคัญและจำเป็นจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง




           เป็นที่น่าแปลกใจว่า ถ้าพิจารณางานของฟริทซ์ เพิร์ล เวอร์จิเนีย แซเทียร์และมิลตัน เอริคสันแล้ว จะพบว่า
ทั้งสามท่านแตกต่างกันอย่างยิ่งในด้านบุคลิกภาพ แต่แบนด์เลอร์และกรินเดอร์พบสิ่งที่เหมือนกันในคนทั้งสาม ซึ่งก็คือรูปแบบการสื่อสารกับผู้ป่วยที่แบนด์เลอร์และกรินเดอร์นำมาปรับรูปแบบตามนั่นเอง ท่านทั้งสองได้นำวิธีการ
สื่อสารที่ชาญฉลาดมาปรับปรุงบุคลิกภาพของคนและสร้างกระบวนการเรียนรู้เร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้ใดก็สามารถ
นำไปใช้ได้

          หลังจากที่แบนด์เลอร์และกรินเดอร์ได้ค้นพบวิธีการหรือศาสตร์แห่งการสื่อสารดังกล่าว ท่านทั้งสองก็ได้ใช้เวลา
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1976 ณ บ้านไม้ในทิวเขาสูงแถบเมืองซานตาครูซพิจารณาถึงเนื้อหา กระบวนการ
และสาระสำคัญต่างๆ เพื่อตั้งชื่อให้กับวิธีการหรือศาสตร์ที่ท่านค้นพบ ท่านทั้งสองตั้งชื่อศาสตร์นี้ว่า Neuro-Linguistic Programming เพราะเป็นชื่อที่สามารถเชื่อมโยงได้ทันทีถึงหลักสำคัญ 3 ประการของ NLP คือ ระบบประสาท ภาษา และการตั้งโปรแกรม

          แบนด์เลอร์และกรินเดอร์ได้ร่วมกันเขียนหนังสือที่อธิบายถึงสิ่งที่ท่านค้นพบในหนังสือ 4 เล่มแรก คือ The Structure of Magic 1 and 2 (1975, 1976) และ Patterns of the Hypnotic Techniques of Milton H. Erickson, Volume 1 and 2 (1975, 1977) จากจุดนี้ การเริ่มต้นของงานศึกษาด้าน NLP ก็เริ่มเพิ่มมาก
ขึ้นในเวลาต่อมา วิธีการ ทักษะและการสร้างรูปแบบด้วย NLP ได้โดดเด่นและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์อย่างมาก จะสังเกตได้จากการจัดสัมมนาของท่านทั้งสองที่มีหลายครั้งทั่วสหรัฐอเมริกาและยุโรป


John La Valle และสุชาดา แสงสงวน
ในการสัมมนา Design Human Engineering™
และ Persuasion Engineering™
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

          อย่างไรก็ตาม ปลายทศวรรษที่ 70 แบนด์เลอร์และกรินเดอร์ก็ได้แยกกันไปพัฒนาศาสตร์ NLP ที่เป็นแบบฉบับ
ของตนเอง แบนด์เลอร์ได้นำ NLP ไปสู่การประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ ทาง ณ ปัจจุบัน ท่านได้จัดสัมมนาการประยุกต์
ใช้และเทคนิคชั้นสูงของ NLP ซึ่งมีหลากหลาย รวมถึงการสัมมนา Design Human Engineering™ และ Persuasion Engineering™ นอกจากนี้แบนด์เลอร์ยังได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ NLP อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น Frogs into Princes (1979) The Adventures of Anybody และ Persuasion Engineering™ ซึ่งแบนด์เลอร์เขียนร่วมกับจอห์น ลาวาลล์ (John La Valle) ผู้เป็นศิษย์เอกและเป็น Master Trainer ของหลักสูตรต่างๆของแบนด์เลอร์

          ส่วนกรินเดอร์ได้ร่วมกับ Judith DeLozier พัฒนา NLP ไปเช่นกัน โดยเน้นไปในด้านภาษาศาสตร์ ที่เรียกว่า New Code NLP (1982-1987) ซึ่งได้รับอิทธิพลด้านความคิดจากนักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงชื่อ เกรเกอรี่ เบทสัน (Gregory Bateson) ผลงานเขียนของท่านคือ Turtles All the Way Down; Prerequisites to Personal Genius (1987) และร่วมเขียน Whispering In The Wind (2001) กับ Carmen Bostic St Clair เป็นผลงานเขียนเกี่ยวกับ
การเลียนแบบความสำเร็จของบุคคลอื่น (Modeling) เพื่อให้สามารถถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นได้


Dr. Paul McKenna และคุณสุชาดา แสงสงวน
ในการสัมมนา Train-the-Trainer
ลอนดอน สหราชอาณาจักร

          ในทุกวันนี้ มีผู้นำเทคนิค NLP ไปใช้สร้างประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การทำธุรกิจ การศึกษา การดูแล
สุขภาพ การกีฬาหรือแม้กระทั่งในระดับย่อย เช่น ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นต้น ตัวอย่างผู้ที่ใช้เทคนิค NLP และสามารถประยุกต์เทคนิค NLP ให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีกได้แก่โรเบิร์ต ดิลท์ส (Robert Dilts) ซึ่งเขามีโอกาส
เกี่ยวข้องกับ NLP ตั้งแต่ช่วงแรกที่แบนด์เลอร์และกรินเดอร์เริ่มพัฒนา เกรเกอรี่ เบทสันนักมานุษยวิทยาก็เป็นอีก
ท่านหนึ่งซึ่งได้ทำงานใกล้ชิดกับแบนด์เลอร์และกรินเดอร์มาแต่แรกเริ่ม ทุกวันนี้มีผู้นำเทคนิค NLP ไปใช้จนมี
ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคือ แอนโทนี รอบบินส์ (Anthony Robbins) และ พอล แมคเคนน่า (Paul McKenna, PhD) ซึ่งงานเขียนและการสัมมนาของทั้งสองท่านมีแพร่หลายทั่วโลก

 



Copyright © 2009 Intelligence Strategies Co., Ltd.